ชี้! ทางออก บัญชี-การเงิน ฝ่าวิกฤต COVID-19



ถึงตอนนี้กล้าพูดได้ว่า วิกฤต COVID-19 ที่เกิดขึ้นนั้น ได้ส่งผลกระทบไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือใหญ่ก็ตาม สร้างความตระหนกและวิตกกังวลให้กับทุกคนอย่างถ้วนหน้า แต่ก่อนอื่นอยากให้ผู้ประกอบการทุกคน ”ตั้งสติ” ให้ดี แล้วค่อยๆ คิดวางแผนว่าจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร

สำรวจตัวเลขสถานะการเงินและค่าใช้จ่าย

สิ่งแรกที่ผู้ประกอบการต้องทำทันที นั่นคือ ของบการเงินชุดล่าสุดจากฝ่ายบัญชี เพื่อดูว่าในภาวะที่รายได้ลดน้อยจนถึงไม่มีเลยนั้น ผู้ประกอบการจะต้องทำอะไรบ้าง?

1. ลดรายจ่าย ในเวลาแบบนี้คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการประหยัดในทุกๆ เรื่อง สำรวจดูว่ามีรายจ่ายอะไรที่สามารถตัดออกได้ในยามนี้ เช่น เคยเช่า เครื่องถ่ายเอกสาร แผนกละเครื่อง ตอนที่มีงานมากๆ ในภาวะที่งานน้อยลงและต้อง Work from home นี้ ควรจะลดการเช่าลงเหลือเท่าที่จำเป็น เป็นต้น

2.จัดทำประมาณการงบประมาณรายได้-รายจ่ายใหม่ ภายใต้ สมมุติฐาน 2 แบบคือเมื่อรายได้ลด50% และเมือ ไม่มีรายได้เข้ามาเลย เพื่อเริ่มควบคุมการใช้จ่ายอย่างเข้มข้น

3.ปรับระบบบัญชีให้เป็นระบบออนไลน์ ในภาวะวิกฤตที่ทุกองค์กรต้องมีการ Work from home น่าจะเป็นเวลาที่ดีที่ทุกคนจะมาปฏิวัติระบบบัญชีที่ใช้อยู่ให้เป็นระบบออนไลน์ เพื่อรองรับวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นอีกได้ในอนาคต เพราะการทำบัญชีแบบออนไลน์จะทำให้ผู้ประกอบการได้งบการเงินแบบ Real Time ที่จะสามารถนำมาตัดสินใจได้อย่างทันการณ์ เมื่อเกิดภาวะวิกฤตต่างๆ แบบนี้ และถ้ามองในมุมบวก การเกิดวิกฤต COVID-19 ในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นตัวกระตุ้นให้ทุกคนเข้าสู่โลกออนไลน์เร็วกว่าที่คิด


ใช้ประโยชน์จากความช่วยเหลือของภาครัฐ

ขั้นต่อมา เมื่อตรวจเช็กสุขภาพธุรกิจของตนเองแล้ว อย่าลืมมองหาความช่วยเหลือจากส่วนงานต่างๆ ทั้งของภาครัฐและเอกชน ซึ่งในภาวะเช่นนี้ผู้ประกอบการไม่มีทางโดดเดี่ยวอย่างแน่นอน จะเห็นได้ว่าเวลานี้เริ่มมีมาตรการต่างๆ ที่ออกมาช่วยเหลือธุรกิจ ลองสำรวจดูว่าจะใช้ประโยชน์จากมาตรการใดได้บ้าง โดยจะยกตัวอย่างที่เด่นๆ มาอัพเดตให้ผู้ประกอบการได้รู้กัน

มาตรการช่วยผ่อนคลายการเงิน

  • สถาบันการเงินปล่อยกู้ 2 ปี ในอัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 2 %

  • มาตรการพักเงินต้น ลดดอกเบี้ย หรือยืดอายุชำระหนี้

  • มาตรการยืดหยุ่นในการอนุมัติวงเงินสินเชื่อ

  • มาตรการลดค่าน้ำค่าไฟ คืนเงินมัดจำ ค่ามิเตอร์ไฟฟ้า

มาตรการทางภาษี

  • ปรับลดภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายการจ้างทำของ จาก3% เป็น 1.5 % หรือ 2% ขึ้นอยู่กับระยะเวลา กรณีถ้าเป็นธุรกิจบริการก็จะได้ประโยชน์ คือ ถูกหักภาษีน้อยลง ทำให้มีเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้น

  • คืน VATให้กับผู้ผู้ประกอบการส่งออกที่ดี ให้เร็วขึ้น โดยหากยื่นผ่านอินเทอร์เน็ตจะคืนให้ภายใน15 วัน แต่ถ้ายื่นแบบกระดาษจะคืนให้ภายใน 45 วัน

  • เฉพาะผู้ประกอบการ SME และทำบัญชีชุดเดียว สามารถนำดอกเบี้ยที่จ่ายระหว่างวันที่ 1 เม.ย.- 31ธ.ค. 63 ไปหักเป็นรายจ่ายได้1.5 เท่าและเพื่อสนับสนุนให้มีการรักษาลูกจ้างไว้ สามารถนำค่าจ้างในส่วนของลูกจ้างที่มีค่าจ้าง <=15,000.- ในช่วงวันที่ 1 เม.ย.- 31 ก.ค. 63 ไปหักเป็นรายจ่ายได้ 3 เท่า โดยจำนวนลูกจ้างในช่วงดังกล่าวต้องไม่น้อยกว่าเดือน ธ.ค.62 มาตรการนี้ดูเหมือนเป็นเสือกระดาษ มีเพียงตัวเลขทางบัญชีภาษี แต่ถ้ามองโลกในแง่บวก ในภาวะแบบนี้ที่ผลประกอบการน่าจะออกมาเป็นลบ การหักค่าใช้จ่ายได้หลายเท่าก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในอนาคต เพราะสามารถนำผลขาดทุนไปหักกำไรในอนาคตได้ภายใน 5 รอบบัญชี

มาตรการจากประกันสังคม

ส่วนที่ช่วยบรรเทาภาระการเงินของกิจการ

  • ลดอัตราเงินสมทบ เหลือ 4% เป็นเวลา 6 เดือน (มี.ค.-ส.ค. 63)

  • ขยายเวลาส่งเงินสมทบช่วง มี.ค.-พ.ค. 63 ออกไปอีก 3 เดือน ส่วนที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของลูกจ้างหรือพนักงาน

  • เพิ่มสิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกันตน กรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัย ซึ่งกรณีไม่ได้ทำงานจะได้รับเงิน 50% ของค่าจ้างเป็นเวลาไม่เกิน180 วัน หรือ กรณีหยุดกิจการชั่วคราวจะได้รับเงิน 50% ของค่าจ้างเป็นเวลาไม่เกิน 60 วัน

สุดท้ายนี้ อยากจะย้ำเตือนว่าในภาวะนี้สิ่งที่สำคัญคือ “อย่าเครียด” เพราะเหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะกับเรา แต่เกิดกับธุรกิจทั่วโลก การตั้งสติอยู่กับปัจจุบันสำคัญกว่าสิ่งใด เพื่อให้เกิดปัญญาในการแก้ปัญหาอย่างตรงปก ขอให้ทุกท่านโชคดี เราจะผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน


สินเชื่อที่เกี่ยวข้อง : สินเชื่อเพื่อธุรกิจ

ดู 5 ครั้ง